มีใครเคยเป็นอย่างเราบ้างมั๊ย?
เราเคยคิดที่จะทิ้งทุกอย่างที่ตัวเองอยากเป็น ทิ้งความฝันที่อุตส่าห์ไขว่คว้าจนสำเร็จไปแล้ว 1 ก้าว
ถ้าวันนั้น ไม่มีพี่เชิด เราคงไม่มีวันนี้
แม้เราจะรู้จักพี่เชิดในเวลาอันสั้น
มีเวลาคุยกันเพียงไม่เท่าไหร่
แต่พระคุณของพี่เชิด ที่มีต่อเรามันมากจนไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร
เรื่องทั้งหมดมันเริ่มจาก
เราอยากเป็นนักเขียน...มาก
แล้ววันหนึ่ง ก็มี สนพ.แห่งหนึ่ง ใหญ่ หนังสือเยอะ ชื่อเสียงดี
ต้องการนักเขียน
เราไปสมัคร ส่งต้นฉบับไปให้ดู
เค้าตกลง รับพิมพ์ พร้อมเซ็นต์สัญญาน่าเชื่อถือ
หนังสือพิมพ์ออกมาด้วยจำนวนน้อยนิด 2000 เล่ม แต่เราว่าก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น
เรากดเครื่องคิดเลขดูจำนวนเงินเกินครึ่งแสนที่เราน่าจะได้รับ
หนังสือวางแผงในเวลาไม่นาน พร้อมกับสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้อ่าน เพราะเค้าเพิ่งเห็นหนังสือแบบนี้ในท้องตลาด
การตอบรับดีมาก
สนพ. เรียกเราเข้าไปคุยอีกรอบ พร้อมกับเสนองานให้เราเขียนอีก 1 เล่ม โดยให้เหตุผลว่า เค้าชอบแนวเขียนของเรา
เราเขียนๆๆๆ และเขียน แล้วก็ส่งต้นฉบับให้กับเค้า เซ็นต์สัญญาไปอีก 1 เล่ม
ผ่านไปครึ่งปีตามสัญญาที่เค้าต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้เรา
ก็ไม่มีจดหมายใดๆ แจ้งมา
เราโทรถามถึงเงินที่เราควรจะได้รับ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
ผ่านไปอีก 2 เดือน เศษเงิน 20,000 บาท ถูกส่งมาให้เรา
จนผ่านไปครบปี
เราตามต้นฉบับเล่มที่ 2 เค้าบอกกำลังตรวจอยู่
เราถามถึงเงินของเราที่ควรจะได้
เค้าบอกกำลังทำเรื่องเบิกอยู่
อีก 1 เดือนผ่านไป โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เราก็ตามอีก ทั้งต้นฉบับ ทั้งเงินค่าลิขสิทธิ์
3 เดือน จนครึ่งปีผ่านไป ก็ไม่มีวี่แววจะได้รับเงิน
ไม่มีวี่แววที่จะได้พิมพ์
สุดท้าย เค้าโทรมาบอกว่า เค้าไม่เอาหนังสือเล่มที่ 2 ของเราแล้ว
เราถามถึงเงิน เค้าบอก กำลังทำเรื่องเบิกอยู่
จน 2 ปีผ่านไป นับจากหนังสือวางแผง
เราได้เงินมา 20000 เท่านั้น
แล้วหนังสือที่เหลืออีก 60% ล่ะหายไปไหน
เราเฝ้าดูหนังสือหมดไปจากแผง
เราดูคนอื่นหยิบหนังสือที่เราเขียนไปจากชั้นขาย ไปจ่ายเงินโดยส่วนแบ่งของเงินเหล่านั้นไม่เคยตกมาถึงมือเรา
เราไม่เคยเจอหนังสือเล่มนี้ที่วางขายลดราคา เพราะหนังสือขายหมด
เราเจอแต่คนถามว่า จะหาซื้อได้ที่ไหน
เราได้แต่ตอบไปว่า ต้องไปถามทาง สนพ. ว่าจะพิมพ์ซ้ำมั๊ย
เราเจ็บใจ แต่ผู้อ่านไม่รู้เรื่อง เราจึงไม่ได้บอกผู้อ่านว่าเราเจ็บใจ
เราไม่คิดว่า สนพ. นี้จะทำแบบนี้
เราคิดจะเลิกเขียนหนังสือ ตลอดไป
แม่กระต่ายคงทนเห็นเราในสภาพนี้ไม่ได้ เลยบอกให้เราไปเสนอ สนพ. ที่พี่เชิดอยู่
เราก็โทรไป โดยที่ไม่รู้จักใครเลยใน สนพ. นั้น
แล้วเราก็นัดวันเข้าไปพบ ผู้ช่วย บก.
เราเข้าไปตามนัดเพื่อที่จะพบว่า คนที่นัดเรา เค้าลางานฉุกเฉิน
พี่เชิดที่เป็น บก.ใหญ่สุด เลยลงมาคุยกับเราเอง
เราส่งต้นฉบับให้พี่เชิด ด้วยจิตใจหวั่นไหว เพราะพี่เชิดบอกว่า หนังสือเรื่องนี้ เค้ามีคนเขียนอยู่แล้ว
2 วันผ่านไป เราโทรถามพี่เชิดเรื่องต้นฉบับ
พี่เชิดบอกว่า ทาง สนพ. คงไม่รับ เพราะเรื่องนี้มีคนเขียนแล้ว
พี่เชิดก็ถามเราว่า แล้วเราจะทำอย่างไร กับต้นฉบับเรื่องนี้
เราบอก เราจะไม่ทำอะไรกับมันทั้งสิ้น จะเก็บไว้เฉยๆ
พี่เชิดบอกว่า "พี่เสียดาย เดี๋ยวพี่จะหาสนพ. อื่นให้ละกัน"
เราดีใจมาก อย่างน้อยก็ได้พิมพ์ เงินเท่าไหร่ ก็ช่างเถอะ เพราะตอนนั้นอะไรก็ไม่สำคัญเท่าหนังสือได้พิมพ์แล้วล่ะ
พี่เชิดนัดวันให้เรามาเซ็นต์สัญญาหลังจากที่พี่เชิดหาสนพ. ที่รับพิมพ์หนังสือของเราได้
แล้วเราก็เข้าไปตามนัด
เพื่อจะพบว่า สนพ. ที่พี่เชิดหาให้ ปฏิเสธต้นฉบับของเราในวินาทีสุดท้าย
และวินาทีเดียวกัน ก็เหมือนกับโลกทั้งโลกถล่มหายวับไปกับตา
พี่เชิดคงเห็นโลกใบนั้นในสายตาเรา
พี่เชิดเลยบอกว่า พี่เชิดรับเอง แต่มีข้อแม้ว่า เราต้องเขียนหนังสือให้ สนพ. ที่พี่เชิดอยู่อีกเล่ม และอีกหลายๆ เล่ม
เรารับปาก และทำอย่างนั้น เราเขียนอีกหลายๆ เล่ม ที่นี่
ด้วยหัวใจ ด้วยความคิดที่ว่า อยากให้คนไทยได้รู้เรื่องที่เรารู้
แม้วันนี้ พี่เชิดจะไม่อยู่แล้ว เราก็ยังเขียน
วันนี้ ครบ 2 ปี กับอีก 2 วัน ที่พี่เชิดจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ
แต่พี่เชิดก็ยังอยู่ในจิตใจเราเสมอ
ถ้าพี่เชิดรับรู้
อยากจะบอกพี่เชิดว่า
ผมมีวันนี้ได้ ก็เพราะพี่เชิด
และวันข้างหน้า ผมก็จะก้าวต่อไปด้วยความรำลึก ถึงพระคุณที่พี่เชิดมีให้ผม ในวันที่ผมล้ม และเกือบจะทิ้งทุกอย่าง
แต่พี่เชิดหยิบความฝันที่ผมกำลังจะทิ้งขึ้นมาปัดฝุ่น
แล้วส่งกลับมาให้ผมถือไว้อีกครั้ง
ขอบคุณครับพี่เชิด