ถ่ายภาพด้วยหัวใจ

ตามใจไดอารี

Blog Entryอาลัย พี่เชิดMay 14, '08 11:15 AM
for everyone

มีใครเคยเป็นอย่างเราบ้างมั๊ย?

เราเคยคิดที่จะทิ้งทุกอย่างที่ตัวเองอยากเป็น ทิ้งความฝันที่อุตส่าห์ไขว่คว้าจนสำเร็จไปแล้ว 1 ก้าว

ถ้าวันนั้น ไม่มีพี่เชิด เราคงไม่มีวันนี้

แม้เราจะรู้จักพี่เชิดในเวลาอันสั้น

มีเวลาคุยกันเพียงไม่เท่าไหร่

แต่พระคุณของพี่เชิด ที่มีต่อเรามันมากจนไม่รู้จะเปรียบเทียบกับอะไร

เรื่องทั้งหมดมันเริ่มจาก

เราอยากเป็นนักเขียน...มาก

แล้ววันหนึ่ง ก็มี สนพ.แห่งหนึ่ง ใหญ่ หนังสือเยอะ ชื่อเสียงดี

ต้องการนักเขียน

เราไปสมัคร ส่งต้นฉบับไปให้ดู

เค้าตกลง รับพิมพ์ พร้อมเซ็นต์สัญญาน่าเชื่อถือ

หนังสือพิมพ์ออกมาด้วยจำนวนน้อยนิด 2000 เล่ม แต่เราว่าก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเริ่มต้น

เรากดเครื่องคิดเลขดูจำนวนเงินเกินครึ่งแสนที่เราน่าจะได้รับ

หนังสือวางแผงในเวลาไม่นาน พร้อมกับสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้อ่าน เพราะเค้าเพิ่งเห็นหนังสือแบบนี้ในท้องตลาด

การตอบรับดีมาก

สนพ. เรียกเราเข้าไปคุยอีกรอบ พร้อมกับเสนองานให้เราเขียนอีก 1 เล่ม โดยให้เหตุผลว่า เค้าชอบแนวเขียนของเรา

เราเขียนๆๆๆ และเขียน แล้วก็ส่งต้นฉบับให้กับเค้า เซ็นต์สัญญาไปอีก 1 เล่ม

ผ่านไปครึ่งปีตามสัญญาที่เค้าต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์ให้เรา

ก็ไม่มีจดหมายใดๆ แจ้งมา

เราโทรถามถึงเงินที่เราควรจะได้รับ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง

ผ่านไปอีก 2 เดือน เศษเงิน 20,000 บาท ถูกส่งมาให้เรา

จนผ่านไปครบปี

เราตามต้นฉบับเล่มที่ 2 เค้าบอกกำลังตรวจอยู่

เราถามถึงเงินของเราที่ควรจะได้

เค้าบอกกำลังทำเรื่องเบิกอยู่

อีก 1 เดือนผ่านไป โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เราก็ตามอีก ทั้งต้นฉบับ ทั้งเงินค่าลิขสิทธิ์

3 เดือน จนครึ่งปีผ่านไป ก็ไม่มีวี่แววจะได้รับเงิน

ไม่มีวี่แววที่จะได้พิมพ์

สุดท้าย เค้าโทรมาบอกว่า เค้าไม่เอาหนังสือเล่มที่ 2 ของเราแล้ว

เราถามถึงเงิน เค้าบอก กำลังทำเรื่องเบิกอยู่

จน 2 ปีผ่านไป นับจากหนังสือวางแผง

เราได้เงินมา 20000 เท่านั้น

แล้วหนังสือที่เหลืออีก 60% ล่ะหายไปไหน

เราเฝ้าดูหนังสือหมดไปจากแผง

เราดูคนอื่นหยิบหนังสือที่เราเขียนไปจากชั้นขาย ไปจ่ายเงินโดยส่วนแบ่งของเงินเหล่านั้นไม่เคยตกมาถึงมือเรา

เราไม่เคยเจอหนังสือเล่มนี้ที่วางขายลดราคา เพราะหนังสือขายหมด

เราเจอแต่คนถามว่า จะหาซื้อได้ที่ไหน

เราได้แต่ตอบไปว่า ต้องไปถามทาง สนพ. ว่าจะพิมพ์ซ้ำมั๊ย

เราเจ็บใจ แต่ผู้อ่านไม่รู้เรื่อง เราจึงไม่ได้บอกผู้อ่านว่าเราเจ็บใจ 

เราไม่คิดว่า สนพ. นี้จะทำแบบนี้

เราคิดจะเลิกเขียนหนังสือ ตลอดไป

แม่กระต่ายคงทนเห็นเราในสภาพนี้ไม่ได้ เลยบอกให้เราไปเสนอ สนพ. ที่พี่เชิดอยู่

เราก็โทรไป โดยที่ไม่รู้จักใครเลยใน สนพ. นั้น

แล้วเราก็นัดวันเข้าไปพบ ผู้ช่วย บก.

เราเข้าไปตามนัดเพื่อที่จะพบว่า คนที่นัดเรา เค้าลางานฉุกเฉิน

พี่เชิดที่เป็น บก.ใหญ่สุด เลยลงมาคุยกับเราเอง

เราส่งต้นฉบับให้พี่เชิด ด้วยจิตใจหวั่นไหว เพราะพี่เชิดบอกว่า หนังสือเรื่องนี้ เค้ามีคนเขียนอยู่แล้ว

2 วันผ่านไป เราโทรถามพี่เชิดเรื่องต้นฉบับ

พี่เชิดบอกว่า ทาง สนพ. คงไม่รับ เพราะเรื่องนี้มีคนเขียนแล้ว

พี่เชิดก็ถามเราว่า แล้วเราจะทำอย่างไร กับต้นฉบับเรื่องนี้

เราบอก เราจะไม่ทำอะไรกับมันทั้งสิ้น จะเก็บไว้เฉยๆ

พี่เชิดบอกว่า "พี่เสียดาย เดี๋ยวพี่จะหาสนพ. อื่นให้ละกัน"

เราดีใจมาก อย่างน้อยก็ได้พิมพ์ เงินเท่าไหร่ ก็ช่างเถอะ เพราะตอนนั้นอะไรก็ไม่สำคัญเท่าหนังสือได้พิมพ์แล้วล่ะ

พี่เชิดนัดวันให้เรามาเซ็นต์สัญญาหลังจากที่พี่เชิดหาสนพ. ที่รับพิมพ์หนังสือของเราได้

แล้วเราก็เข้าไปตามนัด

เพื่อจะพบว่า สนพ. ที่พี่เชิดหาให้ ปฏิเสธต้นฉบับของเราในวินาทีสุดท้าย

และวินาทีเดียวกัน ก็เหมือนกับโลกทั้งโลกถล่มหายวับไปกับตา

พี่เชิดคงเห็นโลกใบนั้นในสายตาเรา

พี่เชิดเลยบอกว่า พี่เชิดรับเอง แต่มีข้อแม้ว่า เราต้องเขียนหนังสือให้ สนพ. ที่พี่เชิดอยู่อีกเล่ม และอีกหลายๆ เล่ม

เรารับปาก และทำอย่างนั้น เราเขียนอีกหลายๆ เล่ม ที่นี่

ด้วยหัวใจ ด้วยความคิดที่ว่า อยากให้คนไทยได้รู้เรื่องที่เรารู้

แม้วันนี้ พี่เชิดจะไม่อยู่แล้ว เราก็ยังเขียน

วันนี้ ครบ 2 ปี กับอีก 2 วัน ที่พี่เชิดจากเราไปอย่างไม่มีวันกลับ

แต่พี่เชิดก็ยังอยู่ในจิตใจเราเสมอ

ถ้าพี่เชิดรับรู้

อยากจะบอกพี่เชิดว่า

ผมมีวันนี้ได้ ก็เพราะพี่เชิด

และวันข้างหน้า ผมก็จะก้าวต่อไปด้วยความรำลึก ถึงพระคุณที่พี่เชิดมีให้ผม ในวันที่ผมล้ม และเกือบจะทิ้งทุกอย่าง

แต่พี่เชิดหยิบความฝันที่ผมกำลังจะทิ้งขึ้นมาปัดฝุ่น

แล้วส่งกลับมาให้ผมถือไว้อีกครั้ง

ขอบคุณครับพี่เชิด


Blog EntryNude Lighting #1Feb 17, '08 7:59 AM
for everyone

 

ครั้งแรกที่ได้รับข่าวว่าอาจารย์จะเปิดคอร์ส Nude Lighting เรารีบถามแม่กระต่ายทันทีว่าจะไปเรียนได้มั๊ย ซึ่งคำตอบก็เป็นดังที่หมายใจไว้ทุกอย่าง

 

เมื่อเราลงชื่อเป็นผู้เรียนคนแรก เราถามตัวเองว่าทำไมพึงใจกับการได้เรียน Nude Lighting คำตอบที่ได้รับแบบเข้าข้างตัวเองนิดๆ คือ ความงามทางสรีระที่เห็นแล้วสบายตา

 

เรามองเพศตรงข้ามครั้งแรกที่ขนตา แม้ปัจจุบันก็ยังคงรักษาระดับการมองไว้ดุจเดิม ไม่เคยมองหน้าอก ไม่เคยสนใจสะโพก (แปลกใจตัวเองเหมือนกัน) ชอบมองแขนที่ล้ำออกนอกเสื้อ ชอบมองพุงที่แอบเผยเย้ยสายลม แต่ไม่เคยจินตนาการตามลามเลียถึงสิ่งอยู่ภายใต้ผ้าพริ้วเลย...สักครั้ง

 

คงเพราะผิวสาวที่ละเอียดกว่าชาย จึงชวนให้เราละเลียดสายตามองทุกครั้งที่มีโอกาส

 

แม้มิได้ครอบครอง ขอเพียงมองก็สุขใจ นี่คือประโยคที่ตราตรึงในใจเราเสมอ

 

ซึ่งคำว่า "ครอบครอง" ของเรา อาจต่างจากที่หลายคนเข้าใจ เพราะเราหมายถึงการเป็นเจ้าของร่างกายด้วยจิตวิญญาณของเราเอง แต่เราไม่ได้ปรารถนาจะเป็นผู้หญิง เฉกเช่นชายบางคนที่ไม่พึงใจในเพศตนเอง

 

ดังนั้นการเรียน Nude Lighting ของเรา จึงหมายถึงการบันทึกความสวยงามเก็บไว้ในหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ เพื่อความงาม มิใช่เพื่ออารมณ์

 

เท่านี้แหละ คือความหมายของ Nude Lighting สำหรับเรา

 

 


Blog Entryดักแด้หลงทางJan 30, '08 2:45 AM
for everyone

สถานที่สำหรับถ่ายภาพมาโครของเรา ถ้าไม่เป็นป่าก็ต้องน้ำตก ถ้าไม่ใช่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ ก็เป็นสวนสาธารณะ

ทุกครั้งที่เราไปถ่ายภาพ สิ่งที่เราคิดอยู่เสมอคือ

มุมมองใหม่ที่ยังไม่มีใครเห็นนั้นอยู่ตรงไหน

กับอีกเรื่องคือ

เรากำลังรุกล้ำบ้านใครหรือเปล่า

ซึ่งบ่อยครั้งที่ 2 เรื่องนี้ขัดแย้งกันเสมอ อย่างคราวไปถ่ายเห็ดที่เจ็ดคตนั่นก็หนนึง

เราเจอเห็ดงามๆ อยู่ในร่มเงาของซุ้มไม้ทึบที่มีโพลงพอให้ลอดเข้าไปด้านล่างได้นิดหน่อย ช่างเป็นมุมที่หลบสายตาดีแท้ เรียกว่าถ้าไม่ก้มลงไปนอนกับพื้นก็คงไม่เห็นเห็ดกลุ่มนี้เป็นแน่

และคงเป็นเพราะซุ้มนี้อีกเช่นกันที่เก็บงำเห็ดงามๆ ไว้ให้เราชมโดยไม่โดนใครเก็บไปซะก่อน

เราพยายามก้มตัวลงให้มากที่สุด ถ้าไม่ติดตรงที่พื้นดินตรงนั้นฉ่ำไปด้วยน้ำ เราก็คงเอากล้องวางไว้กับพื้นแล้ว

เราพยายามเก็บภาพเห็ดชุดนี้ให้มากที่สุด เพราะเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกับเห็ดแชมเปญ

 

จนกระทั่งนักเดินทางอีกกลุ่มนึงเดินผ่านมาตรงที่เรานอนเอกขเนกพร้อมกับคำถามว่า

ทำไมเราไม่หยิบกิ่งไม้ที่เห็ดเกาะอยู่เป็นแผงเพื่อเอาไม่ถ่ายรูปตรงที่มีแดด

เราได้แต่ขอบคุณในความปรารถนาดีที่มีให้กับเรา แต่มันคือปรารถนาร้ายต่อชีวิตเล็กๆ พร้อมกับบอกว่า

ปล่อยให้เค้าอยู่แบบนี้ไปเถอะ เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเรานำเค้าออกไปจากจุดที่เค้าอยู่

หลายคนส่ายหน้าเหมือนกับจะคิดว่า มันจะอะไรกันนักหนา กะอีแค่เห็ดดอกเดียว

 

...

 

เราเคยอ่านบทความเกี่ยวกับมด แล้วพบว่า มดที่หลงทางออกจากรัง ไม่ว่าจะโดยลมพัดปลิวมาจากรัง หรือว่าจะเผลอไปเกาะติดเสื้อผ้าใครเข้า มดตัวนั้นโอกาสรอดยากมาก

 

เพราะในบริเวณอื่นที่อยู่นอกอาณาจักร ไม่ต่างอะไรกับทะเลทรายสำหรับมดเลย

ที่สำคัญเป็นทะเลทรายที่มีแต่ศัตรูอยู่รอบข้าง เดินพลาดเพียงนิดเดียวถ้าไม่โดนเหยียบตายก็คงโดนใครจับกินเป็นอาหาร

 

เราเคยอ่านเจอะในหนังสืออีกว่า

 

หนอนผีเสื้อในระยะเข้าดักแด้ ถ้ามันหล่นลงจากสิ่งที่มันเกาะอยู่ หรือถ้ามีใครไปย้ายที่มันอย่างไม่ระมัดระวัง ถ้าดักแด้สูญเสียความสมดุลย์ในจุดที่มันห้อยอยู่

 

ดักแด้ตัวนั้นจะกลายเป็นผีเสื้อพิการ

...

 

เรานึกอยู่เสมอว่า การที่เราไปถ่ายรูปมาโครของดอกไม้หรือแมลง ถ้าดอกไม้ หรือแมลงยอมให้เราถ่ายรูป นั่นเป็นเพราะเค้าให้เกียรติเรา ซึ่งเราควรตอบแทนเค้าด้วยการให้เกียรติเช่นกัน

ส่วนจะตอบแทนด้วยอาหาร น้ำ ก็แล้วแต่กรณี

 

การที่เราหยิบจับเค้ามาจากจุดที่เค้าเคยอยู่ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเค้าจะกลับไปที่เดิมได้มั๊ย

 

ถ้าเค้าเป็นต้นไม้หรือเห็ดล่ะ ถึงเราเอาเค้ากลับไปวางที่เดิม เรามั่นใจได้อย่างไร ว่าเราจะวางเค้าได้ดุจเดิม แล้วเค้าจะเป็นเหมือนดักแด้ที่ตกลงมาจากกิ่งไม้หรือไม่

 

ดังนั้นถ้าเลือกไม่ได้ เราก็จะไม่ถ่ายรูป หรือยอมถ่ายให้ได้ภาพเห่ยๆ ยังดีกว่าไปรบกวนเจ้าของบ้าน

 

เพราะเรานึกอยู่เสมอว่า ถ้าเป็นบ้านเรา แล้วมีใครก็ไม่รู้มาเปิดเพลงเสียงดัง ร้องโวยวาย แถมยังมาลากเราไปเป็นแบบถ่ายรูป ถ่ายเสร็จแล้วก็ปล่อยให้เรากลับบ้านเอง เราคงไม่ชอบใจ

แม้สุดท้ายเราก็หาทางกลับบ้านเองได้

 

หรือถ้าเรากลับบ้านไม่ถูก หรือแม้แต่หลงทาง เราก็ถามคนแถวนั้นได้

 

แต่สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นล่ะ เค้าจะถามทางกับใคร


Blog Entryพา ISO 1600 ท่องแดนใต้Jan 29, '08 3:24 AM
for everyone

 

เรื่องทั้งหมดเริ่มจากการที่เราไปช่วยถ่ายรูปงานแต่งงานของเพื่อนที่สงขลา

ด้วยความหลวมตัวบวกโลภอีกนิดหน่อย เพราะคิดว่าสงขลากับภูเก็ตไม่ไกลกัน ไหนๆ ก็ลงใต้แล้ว กะว่าใช้บริการน้องนก จากกรุงเทพไปสงขลา แล้วเกาะปีกน้องนกจากสงขลาไปภูเก็ตต่อ

แล้วยังวางแผนต่อว่าปิดท้ายรายการด้วยน้องนกจากสงขลากลับมากรุงเทพ

 

ทุกอย่างดูสวยงาม เพื่อนแม่กระต่ายก็ทำงานอยู่ในโรงแรมที่จะไปพักพอดี (หวานเรา ไม่ต้องเช่ารถ)

ก็คนงกอะนะ ค่าโรงแรมก็ไม่ต้องเสียแล้ว ยังหวังรถฟรีอีก

 

แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างผิดแผนหมด

 

จนถึงวันจะออกเดินทางแล้ว น้องนกก็ไม่มีเที่ยวบินจากสงขลาไปภูเก็ตเพราะเค้ายกเลิกเที่ยวบินไปแล้ว ที่สำคัญไม่มีสายการบินไหนเปิดจากสงขลาไปภูเก็ต (เด้งที่ 1)

เด้งถัดมา เพื่อนแม่กระต่ายดันต้องเดินทางเข้ากรุงเทพในวันเดียวกับที่เราเดินทางไปสงขลา (เหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง)

 

นี่ยังไม่เท่าไหร่

 

วันเดินทางกรุงเทพแดดดีแดงแจ๋

 

แต่พอถึงสงขลาเท่านั้นแหละ ฝนตกซะยังกะไม่เคยตก

 

ถึงแม้เจ้าสาวจะไม่กลัวฝน แต่ปีกฯ กลัวฝน โดยเฉพาะเวลาที่มีกล้องคล้องคออยู่ด้วย

 

ที่สำคัญแสงน้อยมาก แฟลชหัวกล้อง D50 ที่เราเอามาครอบครอง ด้วยหวังว่าวันนึงมันจะโตขึ้นเป็น D300 โดยยอมยก D80 ให้แม่กระต่ายไปไม่สามารถต้านทานความครึ้มของเมฆหมอกได้

 

เราใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาว่า ในการวัดแสงนั้น ไม่ใช่เฉพาะ F-Stop กับ Speed เท่านั้นที่มีผลต่อการถ่ายภาพ ถ้าเจอบรรยากาศที่ไม่เอ้ออำนวยต่อการถ่ายภาพ แต่ชวนนอนซะมากกว่าแบบนี้ให้เอาอัด ISO เข้าไปด้วย

 

เสียงอาจารย์แว่วเข้ามาในหู เราก็เลยอัด ISO 1600 เท่าที่ D50 ทุกรูป ไม่ว่าจะแดดแจ้งแบบฟ้าลืมฝน หรือตอนโพล้เพล้ปีกอัดไป 1600 หมด (ประมาณว่าลืมน่ะ)

 

แล้วด้วย ISO 1600 นี่แหละที่ปีกพาไปภูเก็ต โดยการโดยสารรถตู้เป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมงไปด้วย

 

ปีกพา ISO 1600 ไปสวนผีเสื้อภูเก็ต ปีกพา ISO 1600 ไปพิพิธภัณฑ์ทางทะเลภูเก็ตอีกตะหาก

 

กว่าจะมารู้ตัวว่าถ่ายรูปด้วย ISO1600 มาตลอดก็ปาเข้าไปเช้าวันสุดท้ายที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่ในภูเก็ต

 

ดังนั้น ภาพชุดภูเก็ตและสงขลาที่ถ่ายด้วย D50 ผู้ปรารถนาจะกลายเป็น D300 (ตอนนี้รอเข้าดักแด้อยู่) จะเป็น ISO 1600 ทั้งหมด


Blog Entryวิถีแห่งหมัดJan 27, '08 9:34 PM
for everyone

 

เมื่อวานไปรับแมวกลับจากบ้านแม่ของแม่กระต่าย เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าหมัดหมดไปจากบ้านแล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทก็ต้องมีการตรวจสภาพแมวก่อนรับกลับ

 

ไม่ใช่ไม่ไว้ใจแม่ยายหรอกนะ แต่ไม่ไว้ใจแมวเรามากกว่า กลัวว่าต้นเหตุแห่งหมัดที่รุมกัดแม่กระต่ายน่ะมันจะกลายเป็นแมวเรา

 

แล้วเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดก็ปรากฏเมื่อลูบพุงเจ้าไมโล แล้วเจอหมัด (กรี๊ด) เลยคว้าเอาเจ้าโกโก้มาควานหาบ้าง ก็เจอะด้วย (อะไรกันนี่) ส่วนป้าเหมียวจอมโวยวายก็มีกะเค้าด้วย

 

ดังนั้นต้นเหตุแห่งหมัดก็จับได้แล้ว

 

เลี้ยงแมวมาตั้งหลายรุ่นไม่เคยเจอะหมัด มีเจ้าโกโก้กับไมโลนี่แหละที่เป็นแมวตัวผู้ชุดแรกที่เลี้ยง แล้วก็มีหมัด แถมพาลมาติดเหมียวด้วย (เพราะเหมียวไม่เคยมีหมัด และเหมียวอยู่มาก่อนนานมากกกกกก)

 

ดังนั้นเราก็เลยต้องเริ่มควานหาข้อมูลหมัดในเน็ตทันที

 

พอจับความได้ว่า

จากไข่ กลายเป็นตัวหมัดต้องผ่านกระบวนการทั้งหมดประมาณ 12 วัน

แล้วพอเป็นหมัดเต็มตัวที่ดูดเลือดใครต่อใครได้แล้วเนี่ยะ ยังใช้ชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 174 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม (นรกชัดๆ)

 

ไข่หมัดเป็นสีขาว (Pearly white) ทรงรี ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตรแล้วก็ไม่เกาะติดกับอะไรด้วย (หมายความว่ามันกลิ้งไปกลิ้งมาได้ กลิ้งไว้ก่อน แถมไม่มีใครสอนด้วย กรรมจริงๆ) ระยะนี้ใช้เวลา 2-5 วัน (บางทีก็ 10 วัน)

 

พอไข่ฟักเป็นตัว ก็จะเป็นเป็นหนอนตัวขาวๆ ลำตัวเป็นปล้องๆ ยาวประมาณ 1-5 มิลลิเมตร (เห็นตัวจริงมาแย้ว)

พ้นระยะตัวหนอน ก็จะเข้าดักแด้ (เหมือนแมลงเลยเนอะ) แถมเป็นดักแด้ที่ทนทานอีกตะหาก เรียกว่าถ้าสภาพภายนอกไม่เอื้อให้อยู่ได้ ก็จะอยู่ในดักแด้ได้ 2 เดือน

 

ข้อความข้างล่างนี่คัดลอกมาจาก

http://www.pantown.com/board.php?id=10530&area=1&name=board2&topic=23&action=view

 

สำหรับวิธีในการควบคุมหมัดสามารถทำได้โดยการใช้แชมพูที่ช่วยกำจัดหมัด การใช้แป้งที่มีส่วนผสมของสารกำจัดหมัดโรยตามตัวสุนัขและแมวการใช้ยาอายหรือ แช่ตัวที่มีส่วนผสมของโรติโนน (Rotenone) หรือมาลาไธออน (Malathion) การใช้ปลอกคอกันหมัดซึ่งสามารถกำจัดหมัดได้ประมาณ 95 % การใช้ยาหยดบริเวณต้นคอ หรือ อาจเลือกใช้ยาฉีดหรือยากิน ทั้งนี้ควรปรึกษาสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด การใช้ย่าฆ่าแมลงชนิดต่าง ๆ ฉีดตามผนังบ้านและสนามหญ้า การอบหรือรมยาฆ่าหมัดเช่นใช้ลูกเหม็นป่นขนาด 2 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 10 ตารางเมตรปิดห้องให้มิดชิดทิ้งไว้ 48 ชั่วโมง ซึ่งหากท่านสามารถปฎิบัติได้ตามนี้หมัดก็จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับท่านผู้รักสุนัขอีกต่อไป

 

 

ส่วนรูปนี่เอามาจาก

http://dogdigest.15.forumer.com/index.php?showtopic=59

 

 

เหนื่อยจัง


Blog Entryก้นลึกลับJan 26, '08 6:52 AM
for everyone

วันนี้ตั้งใจจะไปพันธุ์ทิพย์ เพราะของหลายอย่างใช้แล้วหมดไป อย่างแผ่น CD/DVD ปลั๊กรางไฟ แบตฯ UPS SoftCase ของโน๊ตบุ๊ค และอื่นๆ อีกมากมาย

ดังนั้นเราเลยเริ่มชิวิตยามเช้าด้วยการดูการ์ตูนเพียงเล็กน้อย ก่อนออกจากบ้านตอน 11 โมง เป้าหมายห้างดังกลางกรุง

เริ่มจากรถสองแถวปากซอยซึ่งราคาขึ้นเป็น 6 บาทตลอดสายตามสภาวะน้ำมันที่เพิ่งจะเริ่มลดลงเมื่อ 2 วันที่ผ่านมานี่เอง

กล่าวคือ ถ้าน้ำมันขึ้นราคา ค่ารถก็จะขึ้น และถ้าน้ำมันลดราคา ค่ารถถ้าขึ้นได้ฉันก็จะขึ้น (กรรมของคนไทย)

เราก้มหน้าก้มตาปีนขึ้นรถสองแถว เป้าหมายคือไปต่อรถเมล์สาย 140

ยังๆ ยังไม่เกิดอะไรหรอกตอนนี้

ฝันร้ายของเริ่มเมื่อก้าวขึ้นรถ 140 นี่แหละ

วันนี้รถไม่แน่น ถนนก็โล้งโล่ง

เราขึ้นรถยูโรสีส้ม ถ้าใครเคยขึ้นก็จะเห็นเสาสแตนเลสอยู่เต็มรถ ช่างชวนให้รูดเสาเสียนี่กระไร แต่เราไม่ได้รูดเสานะ เพราะเสาแต่ละเสามีคนจับจองไว้หมดแล้ว

เราเลยยืนตรงหลุมว่างๆ 1 หลุม

ด้านซ้ายเป็นที่นั่งของชายไทยไม่ทราบชื่อ (และเราก็ไม่อยากจะทราบชื่อด้วย)

ถ้าเป็นสาวๆ ที่อยู่ด้านขวาเราก็ว่าไปอย่าง แต่การจะทราบชื่อก็เป็นการไม่สมควรอาจถูกตบได้ เราก็เลยไม่สนใจอีกเช่นกัน

ด้านหน้าเราเป็นเด็กหัวเกรียน 1 คน (แน่นอนเราก็ไม่ได้สนใจอีก)

จนกระทั่งรถวิ่งผ่านสะพานแขวน เราเริ่มรับรู้ว่ามีอะไรบางอย่างมาก่อกวนความสงบของปีกัสจูที่อยู่เบื้องล่าง

พอเราก้มลงดูก็เห็นก้นของน้องเกรียนที่อยู่ด้านหน้า แกถอยมาเบียดเรา

อ๊ะ! สงสัยแกยืนไม่สะดวก ดังนั้นเราก็เลยถอยให้ครึ่งก้าว เพราะถ้า 1 ก้าว อาจจะไปย่ำตาปลาคุณป้าที่อยู่ห่างออกไปได้

แล้วเราก็มองออกไปนอกหน้าต่าง โดยไม่สนใจก้นใครที่แกว่งไกวท้าสายตาอยู่

ซักพัก เริ่มรู้สึกว่าปีกัสจูมีอะไรมาแกว่งไกวเสียดสีอีกแล้ว

พอก้มลงดูก็เป็นก้นของไอ้เด็กคนข้างหน้าอีกแล้ว แต่คราวนี้มันไม่ได้ถอย มันยื่นก้นมันเสียดสีกับปีกัสจูแบบเห็นๆ

ชักยังไง

เราเลยถอยออกมาอีกครึ่งก้าว เอาฟ่ะ ตาปลาป้าอย่าว่ากันถ้าเผลอเหยียบ

ป้าข้างหลังทำหน้ารำคาญ คงคิดว่าเราถอยไปจะลวนลามแกมั๊ง

ปล่าวนะป้า ปีกฯ ต่างหาก กำลังจะถูกลวนลาม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

ก้นน้อยๆ ของเด็กหัวเกรียนคนนั้น ยื่นตามปีกัสจูมา จนกระทั่งเจ้าของก้นยืนในท่าเก็บสบู่ (ใครไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ให้ลองทำสบู่ตกแล้วก้มเก็บดู) โดยที่มือแกยังจับราวของพนักพิงที่อยู่ด้านหน้าแก พร้อมกับสายตาที่เคลิบเคลิ้ม

โชคดีของปีกฯ ที่รถวิ่งมาถึงปลายทางซะก่อน ไม่งั้นปีกอาจได้ยินเสียงครวญครางให้แสยงหูไปอีกหลายวันก็เป็นได้

จบ...ตูล่ะหน่าย ถ้าถีบเด็กแล้วไม่ผิดกฏหมาย ปีกคงทำก่อนลงป้ายแล้วแหละ


Blog EntryForward Mail กินใจJan 24, '08 10:24 PM
for everyone

มีคนเคยบอกว่า...ชีวิตคือความบังเอิญ..แต่ความบังเอิญบางครั้งก็เปลี่ยนแปลง..มุมมองเราใหม่ทั้งชีวิต

 

  ผมไม่เคยเชื่อในข้อความนี้...จนกระทั่งวันธรรมดาวันหนึ่ง ที่ผมเปิดมือถือขึ้นตอนเช้า

 

  ผมได้รับข้อความ SMS บอกว่า ผมมีข้อความเสียงฝากไว้ ใน Voice Mail Box ของผมให้โทรเข้าไปฟัง...

 

  ผมกด เข้าไปฟัง แต่พอฟัง...ผมกลับรู้สึกแปลกใจใหญ่เพราะเสียงของคนที่ฝากข้อความไว้นั้นผมไม่คุ้น เอ าเสียเลย...

 

  และยิ่งฟังข้อความที่ฝากไว้...ยิ่งน่าจะไม่เกี่ยวกับผมเลยด้วยซ้ำ แต่เสียงเศร้า ของชายสูงวัยนั้น ทำให้ผมสะดุดใจผมอย่างยิ่ง

 

  ชัย...นี่พ่อนะ พ่อพยายามติดต่อลูกหลายครั้ง แต่ติดต่อไม่ได้ คือ พ่อต้องเข้ารพ.ไปผ่าตัดอาทิตย์หน้า และหมอให้พ่ออยู่ที่

 

  โรงพยาบาลตั้งแต่พรุ่งนี้..ที่บ้านไม่มีคนอยู่..ถ้าลูกว่างก็แวะมาได้ที่ โรงพยาบาลโคราช บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มาก......

 

  เสียง ปลา ยทาง..สิ้นสุดลง ผมอึ้งและ...งง กับข้อความที่เพิ่งฟังจบไป อยู่พักหนึ่ง

 

  ผมไม่ได้ชื่อชัย...และผม ก็ไม่มีพ่ออยู่โคราช พ่อผมเสียไปนานมากแล้ว...

 

  ผู้ชายคนนั้นคง..กดเบอร์โทรผิด ผมคิดแค่นั้น และพยายามไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ผมเพิ่งฟังมา

 

  ทำไมต้องสนใจ ????.. มันไม่เกี่ยวกับผม..!

 

  แต่ตลอดวันนั้น เสียงล้าๆ เหนื่อยๆ ของชายคนนั้นที่ฝากไว้ใน Voice Mail Box วนเวียนเข้ามารบกวนใจผมเป็นระยะ...

 

  ผมได้แต่คิดว่า ผมมีสิทธิ์ที่จะลืมมัน ? มันไม่ใช่หน้าที่อะไรของผมที่จะต้องสนใจ กับแค่การฝากข้อความผิดเบอร์...

 

  แต่ประโยค   บางทีพ่ออาจจะเหลือเวลาไม่มากนัก...... มันทำให้ผมรู้สึกแย่ หากไม่ลุกมาทำอะไรสักอย่าง

 

  ผมตัดสินใจโทรกลับไปที่หมายเลขที่โทรมาฝากข้อความไว้....ซึ่งเป็นโทรศัพท์บ้าน...

 

  ผมโทรไปหลายต่อหลายครั้ง ไม่มีคนรับสาย....ใช่ป่านนี้เค้าคงอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว

 

  ผมได้แต่ถอนใจและพยายามบอกว่าตัว เอ งทำดีที่สุดแล้ว...

 

  แต่ตอนเย็นของวันนั้น ในที่สุด ความสำนึกดี..(ที่มีอยู่ไม่มากนักในตัวผม)

 

  ก็(ดัน) ดลบันดาลในให้ผม หาทางออกได้ว่า ผมน่าจะลองโทรไปหาเบอร์มือถือที่ใกล้เคียงกับผมดู

 

  เผื่อบางที อาจจะมีเบอร์ใด...ที่อาจจะเป็น ลูกชายของคนที่ฝากข้อความไว้ก็ได้

 

  เพราะถ้ากดผิดได้แสดงว่าหมายเลขคงจะห่างกันไม่มาก

 

  ผมตัดสินใจไล่...กดเบอร์มือถือ ที่ใกล้เคียงกับเลขหมายโทรศัพท์ของผม ตั้งใจว่าจะกด แค่สิบเบอร์แรก...เท่านั้น

 

  โดยเรียงจากเลขที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด...ผมทำมันด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่นักหรอก..

 

  เพราะมันไม่สนุกเลยที่คุณจะต้องโทรไปหาใครที่ไม่รู้จักแล้วบอกเค้าว่า

 

  สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด

 

  และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า....

 

  ทายซิครับ...ผมได้รับคำตอบ....อะไรบ้าง ?

 

  บ้างก็วางสายใส่อย่างไม่ปราณี...

 

  บ้าง..ก็ถามกลับมาว่า คุณบ้าหรือเปล่า ?

 

  แต่คำตอบยอดนิยมที่ผมได้รับ...คือ.... ขอโทษนะค่ะ...ดิฉันไม่ซื้อประกันตอนนี้...และทำบัตรเครดิตครบทุกธนาคารแล้วค่ะ

 

  ผมอยากจะบ้าตาย..ผมไม่ได้พูดอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องประกัน กับ บัตรเครคิตซะหน่อย..เฮ้อ...

 

  บางที...คนสมัยนี้ คงยุ่งเกินกว่าที่จะ คุยกับคนแปลกหน้า..ก็ได้...มั้ง ……

 

  ผมนึกโกรธ เจ้าความสำนึกดีในตัว เอ ง...ที่มันยังดึงดันพยายามต่อ...

 

  จากที่ตั้งใจว่า จะโทรแค่ 10 เบอร์ที่ใกล้เคียงเท่านั้น แล้วผมก็ลามปราม...โทรไปถึง..สามสิบเบอร์

 

  แต่ในที่สุด..ผมก็ต้อง..ถอนใจ ... หมดหวัง..เมื่อเบอร์สุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้

 

  ผม...ตัดสินใจฝากข้อความ Voice Mail ของหมายเลขที่ผมลองสุ่มโทรไป... ด้วยประโยคที่ผมพูดซ้ำกันมากกว่า 30 รอบ อย่างเชี่ยวชาญ

 

  สวัสดีครับ คุณชื่อชัยหรือเปล่าครับ...ผมเป็นคนที่มีเลขหมายโทรศัพท์มือถือ ใกล้เคียงกับคุณ คือ คุณพ่อคุณคงกดเบอร์ผิด

 

  และฝากข้อความไว้ที่ Voice Mail ของผม คือ ท่านบอกว่า เค้ากำลังจะเข้าผ่าตัดที่โรงพยาบาลทีโคราชอาทิตย์หน้า....

 

  ผมวางสาย...เบอร์โทรที่เป็น...เป้าหมายสุดท้าย...เสร็จสิ้นไปแล้ว...

 

  ผมพยายามปลอบใจตัว เอ งว่า...ผมทำดีที่สุดแล้ว...และไม่ควรรู้สึกผิดอะไรอีก

 

  ผมหลับตานึกภาพพ่อของคนที่ชื่อชัย....ที่ต้องนอนป่วยโดดเดียวที่โรงพยาบาล

 

  ผมได้แต่หวังว่า เค้าจะมีช่องทางการติดต่อสื่อสารอย่างอื่นที่ทำให้สองคนนี้ได้คุยกันได้

 

  แต่แล้ว...สวรรค์ ก็คงมีตาอยู่บ้าง...

 

  ( จริงๆผมว่า สวรรค์น่าจะมี Call Centerเพราะถ้ามีแค่ตาบางทีอาจจะมองไม่เห็นทุกคนที่เดือดร้อน...)

 

  แล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงโทรศัพท์จากเลขหมายหนึ่งเข้ามา.... นั่นคือ...เลขหมายสุดท้ายที่ผมฝากข้อความไว้ใน Voice Mail นั้น เอ ง

 

  ขอโทษนะครับ...คุณใช่คนที่ฝากข้อความไว้ใน Voice mail ของผมหรือเปล่า ? ผมชื่อชัย …”

 

  และแล้ว...ภาระกิจอันยิ่งใหญ่...ของผมก็สำเร็จ...เมื่อคนที่ชัยโทรกลับมาจริงๆ

 

  แม้ในน้ำเสียงของเค้าดูจะไม่ค่อยไว้วางใจกับเรื่องที่ผมเล่าเท่าไหร่...และยังสงสัยอยู่หลายประเด็น

 

  แต่เมื่อผมบอกว่า...เขาสามารถโทรไปสอบถาม ที่โรงพยาบาลโคราชได้ว่ามีชื่อพ่อเค้าอยู่หรือเปล่า

 

  เขาวางหูและเงียบหายไปพัก...และโทรกลับมาขอบคุณผม

 

  เพราะที่โรงพยาบาลโคราชยืนยันว่ามีคนป่วยเป็นมะเร็งขั้นสุดท้ายที่ชื่อตรงกับคุณพ่อของเค้าจริงๆ

 

  ผม...อึงไปพัก..เมื่อรู้ว่า...น้ำเสียงล้าๆ...ที่ผมได้ยินจาก Voice Mail Box นั้นเกิดจากการเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย..

 

  ชัยรีบเดินทางกลับไปโคราช เขาไปถึงก่อนที่พ่อจะผ่าตัด..

 

  แค่หนึ่งวัน ชัย โทรมาขอบคุณผมอีกครั้ง

 

  เขาเล่าว่าสาเหตุที่..เขาต้องปิดมือถือ หนีหน้าครอบครัว..และคนอื่น..

 

  เพราะธุรกิจที่เขาที่กรุงเทพมีปัญหา...เขาต้องหนีเจ้าหนี้...ที่ตามทวงอย่างหนัก

 

  เขาบอกว่า...แต่สิ่งที่โชคดีที่สุดของเขา..ตอนนี้ อย่างน้อย เขาก็ได้มีเวลาได้ดูแลพ่อ แม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายก็ตาม

 

  ผมยังเก็บข้อความเสียง ของคุณพ่อของชัย เอ าไว้ และ แอบกด เข้าไปฟังอีกหลายครั้ง

 

  เพราะ ท่ามกลางชีวิตที่ยุ่งวุ่นวาย..จนไม่มีเวลาจะสนใจคนอื่น..ของผม

 

  ข้อความเสียงนั้น ใน Voice Mail Box ที่ผมได้รับโดยบัง เอ ิญนั้น...คอยเตือนให้ผมรู้ซึ้ง ถึงความหมายของคำว่า

 

  การที่เรายอมลำบากเพียงเล็กน้อย...เพื่อคนอื่นบ้างนั้น

 

  ใครจะรู้ว่า...บางที มันอาจจะหมายถึงสิ่งที่มีค่าที่สุดของอีกคนหนึ่งก็ได้

 

จากคุณ : Why You & I - [ 6 ธ.ค. 50 18:57


Blog Entryเอ ที อมJan 23, '08 2:28 AM
for everyone

 

สงสัยเคราะห์กรรมจะตามทัน

 

หลังจากแม่กระต่ายอาบน้ำเสร็จ เราก็พากันไปลั้นลาที่ห้างแถวบ้าน แต่เงินในตัวเรามีน้อย น้อยเกินกว่าจะพาสาวไปลั้นลาได้

 

เราก็เลยต้องกดเงินจากตู้เอทีเอ็มในห้างนั่นแหละ

 

จำได้สนิทตู้ของ UOB สีฟ้าหฤโหด

 

เราใส่บัตร เรากดรหัสตาม ใส่จำนวนเงินไป 2000 แล้วก็รอ

 

รอ

 

รอ

 

แล้วก็รอ

 

เฮ้ย! ทำไมรอนานจัง เงินน่ะ มีมั๊ย ไม่มีก็คายบัตรมาเร็ว

 

ให้ไวๆ

 

แต่ตู้ก็ยังทำเฉย

 

จนเมื่อย

 

แล้วตู้ก็บอกว่า บัญชีเรามีปัญหา แล้วก็คืนบัตร

 

โธ่เอ้ย! มีปัญหาก็อย่าคิดนานดิ วันหลังรีบๆ คืนบัตร อย่าให้หงุดหงิด

 

ไม่เป็นไร ตู้ข้างๆ มีของไทยธนาคาร เราก็ทำขั้นตอนเดิม สอดบัตร รหัสตาม กดเงิน

 

แผล่บเดียว เงินไหลมา ฮ่าๆๆๆ

 

แต่พระเจ้าช่วยกล้วยทอด (ทำไมต้องกล้วยทอด กล้วยปิ้ง กล้วยแขก กล้วยไข่ไม่ได้เหรอ)

 

เงินหายไป 2000

 

เรารีบก้าวกลับไปกอดตู้เอทีเอ็มของ UOB ในทันที พร้อมกับแยกเขี้ยวใส่คนที่ทำท่าจะมากดเงินจากตู้ UOB เพราะเกรงว่าเดี๋ยวเค้ากดเงิน 100 บาท แค่เครื่องจะคายมา 2100

 

แล้วเราก็ให้แม่กระต่ายใช้บัตรเอทีเอ็มของแม่กระต่ายกดเงินออกมา 100 บาท ทันที

 

เงินออกมา 100 ตามสั่ง แต่ 2000 ของเราไม่ได้คืน

 

ดังนั้นเราก็เลยโทรไปที่ UOB ทันที

 

แต่ทางนั้นบอกว่าเราต้องติดต่อธนาคารเจ้าของบัตร

 

เราก็เลยรีบโทรไปกสิกรทันที

 

กว่าจะได้เรื่องได้ราว เสียค่าโทรไปหลายนาที

 

สรุปๆ คือ เราต้องรออย่างต่ำ 9 วันทำการ ถ้ากสิกรตรวจสอบแล้วเงินเราไม่ได้จริงๆ จะโทรแจ้ง แล้วคืนเงินให้